Blog.

Blog Entryคนนี้..ใช่เลยApr 28, '08 12:51 PM
for everyone

 

 

 

 

จำได้ว่าเมื่อตอน ม.3 จะต้องร้องเพลงเพื่อสอบวิชา...(จำไม่ได้) ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไรณตอนนั้นในกลุ่มได้เลือกเพลง "เก็บไว้นานนาน"  http://music.mercigod.com/playold.php?songid=3093  มันจึงเป็นเพลงแรกที่จำเนื้อได้ดีเพราะต้องซ้อมร้องกันหลายรอบมาก

ก็คงเป็นความประทับใจเฉพาะส่วนบุคคล(ห้ามลอกเลียนแบบ) ประจวบกับเพลงโดนๆที่แทงใจ ซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามวัย อายุ และเวลาที่หมุนเปลี่ยนไป

เริ่มจากสิบแปดฝนสำหรับวัยรุ่นที่ชอบสร้างปัญหา พยายามทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาตลอดเวลา ต่อให้ยี่สิบแปดฝนบางครั้งก็แอบอยากเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเหมือนกันแฮะ>>ดูโง่โง่ กับความรักแบบเด็กๆ>>รักเดียวใจเดียว กับความรักครั้งแรก>>ช่องว่างในหัวใจของคนก็เหมือนกำแพงที่มีช่องโหว่ ไม่นานมันก็จะพังทะลาย>>ร้องไห้กับฉันในวันที่เธอเหนื่อยล้า ท้อใจ สิ้นหวัง>>คำสามคำที่ใจมันพร่ำบอกแต่ปากก็แข็งเหลือทน>>คนไม่ดีที่มีความฝันสีเทา

บางครั้งคำพูดแค่ไม่กี่คำที่รวมเป็นประโยค มันก็ยากที่จะพูดออกมาเป็นภาษาพูดได้ บทเพลงช่วยสื่อความรู้สึกตอนนั้นได้ดี และมันทำให้เรารู้สึกดีขึ้น

 

 


จากความตั้งใจในการนัดพบเพื่อนสมัยเสื้อคอซอง ...และแล้วก็ได้เวลาประจวบเหมาะกับวันหยุดยาว 3 วัน 5-7 เมษายน 2551  จุดหมายคือ เกาะเสม็ด

เป็นความคาดไม่ถึงว่าช่วงนี้ยังอยู่ในช่วง high season ก็เลยไม่ได้จองห้องพัก ทั้งๆที่มีโอกาสแล้วแท้ๆ (เหตุผลเพราะ คิดว่ามันแพงไป เหอะๆๆ) ก็เลยได้ walk in เป็นแบบเดินดะเลยก็ว่าได้ ทั้งเหนื่อยและลุ้นกันสุดๆ ครั้งนี้เป็นการไปเสม็ดที่คุ้มสุดๆ เพราะได้ walk in กันเกือบทุกอ่าวเลยก็ว่าได้ (ยกเว้นอ่าวพร้าว อ่าวน้อยหน่า และอ่าวกิ่วลม เพราะอยู่นอกเส้นทางเดิน(หาด)) เนื่องจากก่อนเดินทางได้มีโอกาสศึกษาภูมิศาสตร์ของเกาะก่อนเล็กน้อย จึงทำให้ได้ใช้ทฤษฎีซะเต็มที่...

เรื่องของเรื่องก็คือ ลุยไปข้างหน้า จนกว่าทางจะตัน ก็เลยได้ไป ตั้งแต่อ่าวไผ่ ไล่ไปอ่าวพุทรา แห้วที่อ่าวทับทิม นั่งรถข้ามไปอ่าววงเดือน เดินต่อไปยังอ่าวแสงเทียนอย่างมีความหวัง และก็ไปแห้วที่อ่าวลุงดำ เหอะๆๆ เสียดายหมดแรงซะก่อนเลยไม่ได้ไปอ่าวลุงหวังตามที่ตั้งใจในตอนแรก   สุดท้ายและท้ายสุด ก็เลยมานอนกางเต็นท์ของอุทยานแถวๆอ่าววงเดือนกัน  ได้บรรยากาศไปอีกแบบ แต่ก็ต้องเจอเรื่องลุ้นกันตอนตีสองกว่าๆ เพราะฝนตก ตก ตก ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเช้า เริ่มตกแรงขึ้นๆๆ ลมก็พัด น้ำก็รั่ว เร้าใจดี เพราะออกไปไหนกันไม่ได้ เลยได้ควักร่มออกมากางในเต็นท์  ฝนมาหยุดตกตอนสายๆ เลยได้เล่นน้ำตามความตั้งใจตั้งแต่ตอนแรก...

ก่อนจะกลับแวะไปกินข้าวที่เจี๊ยบบังกะโล  รสชาติพอถูไถ เพราะว่าหิวมาก

เดินทางกลับประมาณบ่ายๆ ด้วยสภาพง่วงๆ(เพราะอดนอนมาสองคืน) และหูอื้อๆ(เพราะอาดอยากดำน้ำ) กลับถึงระยองก็เลยหลับเป็นตาย(อย่างศพ) ...การเดินทางครั้งนี้ก็เลยจบลง แบบหูอื้อและตัวดำๆ(ยิ่งกว่าเดิม)

 


27 ก.พ. 51 เพิ่งกลับมาด้วยสภาพโรยแรงมากๆ เนื่องจากหลับในนั่งรถเมล์เลยป้าย(อีกแล้ว)

 

 

 

 

 

ไปดูงานในโครงการ ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทและปลูกป่าชายเลน 2 วัน 1 คืน เนื่องจากงานนี้ต้องฉายเดี่ยว เลยได้ไปทำเนียนรู้จักคนมาทุกเพศทุกวัย เล่นตั้งแต่รุ่นลุง-ป้า,พ่อ-แม่,พี่,น้อง จากการครั้งนี้ทำให้รู้ว่า คนที่อายุต่างกันจะมีประเด็นการคุยที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็ดี แปลกดี เลยได้มันส์สไตล์โดดเดี่ยว 555 โดนทักว่าเป็นช่างมั่งละ เป็นผู้ชายมั่งละ เป็นstaff มั่งละ

ก่อนอื่นต้องช่วยโปรโมตรีสอร์ทก่อน เนื่องจากประทับใจทั้งสถานที่และอาหารที่อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว ปริมาณไม่อั้นซะด้วย รีสอร์ทบ้านท้ายหาด อยู่ติดลำน้ำแม่กลอง สนใจดูรายละเอียดได้ที่

 

 

http://www.baantaihad.com/web/home2.htm แต่เสียดายที่ไม่ได้ไปชมหิ่งห้อย


ความประทับต่อมา# ต้องขอขอบคุณทางอบต.คลองโคน ที่ได้นำพาพวกเราราวๆ 50 ชีวิตไปให้กล้วยลิงแสม ไปชมการเลี้ยงหอยแครง นั่งเรือหางยาวบนเลน ไปปลูกโกงกาง และปิดท้ายด้วยการไปงมหอย(ที่เจอแต่ตัวกระจ้อยร่อย) เนื่องจากตั้งใจเละเต็มที่ก็เลยไม่ได้เอารูปมาฝาก วิธีการปลูกง่ายมาก ก็คือ นั่งบนไม้กระดานซึ่งจะมีคนช่วยไถลให้ ไปปลูกตามตำแหน่งที่เค้าปักไม่ไผ่ไว้ให้ โดยใช้มือขุดไปให้ลึกราวๆสักหนึ่งฝ่ามือ แล้วใช้เชือกฟางมัด เป็นอันจบพิธี เนื่องจากเค้าบอกไว้ว่าให้ปลูกคนละแค่ 4 ต้นมันยังไม่สะใจโจ๋ ก็เลยลงจากไม้กระดาน(เพื่อให้คนอื่นได้ปลูกต่อ) ไปลุยเลนและก็ปลูกต่อ เลนลึกใช้ได้ทีเดียว ที่สำคัญเมื่อยมากๆ แต่สะใจ 555 เสร็จภารกิจด้วยสภาพที่ดูไม่ได้

ความประทับใจต่อมา# ไปยังศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องจากพระราชดำริ เจ้าหน้าที่ตชด. เป็นวิทยากรได้เยี่ยม พูดได้ดีทีเดียว แถมปิดท้ายฝากไว้ว่า "ความพอเพียง ก็คือการที่คุณได้ทำในสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่ทำให้ประเทศเดือดร้อน (ด้วยเหตุผล) ก็ทำไปเถอะ" --พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี--

และอีกอย่างที่ทางเจ้าหน้าที่ตชด. ฝากบอกมา ก็คือให้เราช่วยกันปลูกป่า แต่ที่สำคัญกว่านั้น ปลูกแล้วต้องหมั่นดูแล ใส่ใจด้วย อย่าหวังแต่ปริมาณตอนวันแรกที่ปลูกเพียงอย่างเดียว คุณภาพเป็นสิ่งที่สำคัญกว่ามากๆ เพราะพันธุ์ไม้ที่เพาะไว้สำหรับเพื่อสร้างป่า จำเป็นต้องเพาะพันธุ์จากเมล็ด ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ ตั้งห้าปี เพราะฉะนั้นช่วยกันสักนิด หากคิดจะช่วยกันปลูกป่า ...นะขอรับ

 


หลังจากที่ฟ้าปิดมาหลายวัน วันนี้มันก็เปิดสักที
มันไม่ยากเลยก็แค่เปิดใจคุยกัน  ยอมรับฟังซึ่งกันและกัน คนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจกันก็เพราะปิดปากเงียบใช้ความรู้สึกตัวเองตัดสินแทนคนอื่นไปซะหมด



คนคนหนึ่ง อยู่ใต้ฟ้า ของโลกกว้าง
อีกคนหนึ่ง อยู่บนน้ำ ต่างองศา
ได้แลกเปลี่ยน อักขระ ผ่านสายตา
เส้นขอบฟ้า ห่างไกลกัน แค่เอื้อมเอง

กับรอยยิ้ม ที่ไม่เคย ได้มองเห็น
แต่บางอย่าง ที่เป็น สัมผัสได้
ห่วงใยกัน ในความห่าง อย่างเข้าใจ
มิตรภาพ ช่างเรียบง่าย แต่งดงาม

ไม่เสาะหา ถึงที่มา และที่ไป
ไม่ซักไซ้ ให้มากมาย ในคำถาม
ไม่ระแวง แคลงใจ คอยติดตาม
มีเพียงหนึ่ง นิยาม ความจริงใจ

เขาดีใจนะ…ที่ตัวอักษรที่เขาชอบ
ทำให้เขาได้พบมิตรภาพที่ดี
อาจมีเหตุผลมากมายที่ทำใครต่อใครได้รู้จักกัน
แต่เหตุผลข้อเดียวที่สำคัญนั้น คือ
คนเราไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้คนเดียว
โดยไม่ทำความรู้จักกับใคร หากได้ยินเสียงเคาะประตู
ก็ควรที่จะยินดีเปิดประตูออกต้อนรับมิตรภาพนั้น จริงไหม??

 
คงไม่ต้องรอให้โลกแคบลง เพื่อรอเจอมิตรภาพที่ดีหรอกเนาะ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนนี้อาการปวดน่องเริ่มมานิดๆ เนื่องจากวันนี้ไปปั่นรถถีบ(จักรยาน) ที่สวนรถไฟ หรือจะเรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า สวนวชิรเบญจทัศ

เริ่มต้นไม่สวยเท่าไหร่เพราะนิสัยไม่ดีไปช้ากว่านัดชม.กว่า เหอะๆ

สวนรถไฟอยู่ใกล้ๆสวนจตุจักร ทางเข้าอยู่ใกล้ๆกับตึก ปตท. สำนักงานใหญ่

ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ไปสวนรถไฟนะนิ ถึงแม้จะวนว่ายแถวๆสวนจตุจักรมาหลายต่อหลายครั้งก็ตามที

พลพรรคคราวนี้มีตากล้อง ๒ คน กับคนติดตามอีก ๒ คน

ไปถึงก็พุ่งไปหาของกินก่อนเลย (ลุงแท็กซี่ไปปล่อยลงซะไกลต้องเดินมาตั้งไกล) เริ่มต้นได้ดีเวลาเที่ยงวัน หลังจากที่ท้องอิ่ม(ผัดไท กุ้งสด รสชาติใช้ได้หรืออาจจะเพราะหิว) ก็เริ่มกันเลย ไปเลือกเพื่อนคู่ชีพ ๒๐ บาทได้ทั้งวัน(คุ้มจริง) ได้กันมา ก็เริ่มเลย ปั่นยังไม่พ้นประตู ทำโซ่หลุดซะงั้น ๕๕๕ เล่นอาดอยากเปลี่ยนเกียร์ เลยมือดำเมี่ยมไป

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ปั่นจักรยาน นานนนมากกก  วันนี้แดดไม่ค่อยร้อน คนก็พอประมาณ ก็ถือว่าพอเหมาะพอเจาะ แต่ฟ้าอาจไม่ใสเท่าที่ควร

ปั่นกันไปเรื่อยๆๆ สำรวจสภาพโดยรวม  ถึงแม้ความเขียวของหญ้าอาจจะลดลงไปบ้าง ใบไม้ร่วงซะบางต้นไม่มีสักใบ แต่อย่างน้อยวันนี้ก็รู้สึกดีที่ปอดดำไปเจอปอดน้อยๆของบางกอกท่ามกลางตึกที่สูงระฟ้า

 

ตากล้องเริ่มทำงาน...อุทยานผีเสื้อและแมลง ก็มีผีเสื้อหลายพันธุ์ แต่ตัวที่ดูจะเชื่องที่สุดก็คงจะเป็นน้องกระดุมทองล่ะมั้งทั้งตัวโต ทั้งขี้เซา  เกาะไม่เลือกที่ ก่อนกลับเจอเจ้าหน้าที่เค้ามาเดินเก็บตัวหนอนเพื่อเอาไปเลี้ยงให้เป็นดักแด้และผีเสื้อต่อไปจำได้ว่าอายุโดยประมาณของผีเสื้อ ๑๔-๑๗ วัน เหตุผลที่เค้าต้องเก็บไปเลี้ยงเองก็เพราะ บางทีแม่ผีเสื้ออาจจะไปไข่ผีเสื้อไว้ในที่ ที่ไม่ใช่ต้นไม้เลี้ยง อาจทำให้หนอนตายเพราะอดอยากได้ ๕๕๕

(ปล.วันนี้โดนใบสั่งอีกแล้ว เผลอเอาเท้าไปวางบนเก้าอี้ เลยได้ใบเหลืองมาดีที่แค่ดอกเดียวไม่งั้นอาจโดนไล่ออกได้)

 

วันนี้บรรยากาศอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย  แต่องค์ประกอบอีกนึงที่ขาดไม่ได้ คือ ก็คือสิ่งมีชีวิตที่เราเรียกว่า คนซึ่งต้องยอมรับว่ามีน้องๆหน้าตาน่ารักๆทั้งนั้น เด็กสมัยนี้นิเนาะ(เสียดายที่วันนี้แบตโทรฯไม่เป็นใจหมดตั้งแต่ถ่ายผีเสื้อเล่น)

ที่นี่มีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง ทั้งรถถีบ พายเรือคยัค วิ่ง บาส ปิคนิค แต่ที่หันไปทางไหนก็เห็นคือ การถ่ายรูป ไม่ว่าจะมือสมัครเล่นมาก สมัครเล่นน้อย  จะตากล้องครึ่งโหลต่อนางแบบ1 คน ก็ตามที และอีกกิจกรรมนึงที่พบทุกซอกหลืบของสวนก็คือ กิจกรรมเสาพิงกัน/เสาเกยกัน ความจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดหากนั่นคือสิ่งที่เค้าเรียกว่าการแสดงความรักต่อกัน แต่ก็ควรเลือกสถานที่หน่อย(หรือว่าเค้าเลือกแล้วหว่าแต่เราผิดเองที่สายตาหาเรื่องไปเจอเข้า ๕๕๕)

ถึงแม้วันนี้เริ่มต้นไม่สวย แต่ปิดท้ายด้วยความน่ารัก ของเด็กน้อย ในงาน เล่านิทานในสวน ความน่ารักแบบใสๆ แบบเด็กๆ แบบขำๆ นี่ละเนาะเด็ก ขอบอกเลยเห็นแล้วอิจฉาเด็ก ตากล้องได้ทำงาน...แบบใจมันสั่ง

 

 

 

 

 

 


tnk: by pia (น้องสาวเราเอง)  พญานาคพ่นน้ำ บริเวณสวนสองทะเล ถ้าอยากรู้ว่าส่วนหางของพญานาคอยู่ตรงไหนต้องไปหากันเอาเองน่ะ

 

 

 

 

 

เริ่มมาใช้ชีวิตในสงขลาตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงเลย  ตอนนี้ก็ผ่านล่วงเลยมาจะ 15 ปีแล้วก็เลยอยากรำลึกความหลังสักหน่อย 
พาเที่ยวเมืองสงขลาสักหน่อย  
เนื่องจากเราเรียนอยู่ ว.ฉ และ ม.ว. เพราะงั้น ไปเที่ยวแหลมสมิหลา กันก่อนเลย
 
แหลมสมิหลา อยู่ในเขตเทศบาลเมือง ห่างจากตลาดสดเทศบาลประมาณ 3 กิโลเมตร มีหาดทรายขาวสะอาด และทิวสนอันร่มรื่น มีร้านขายอาหารอยู่มาก การเดินทางจากหาดใหญ่ใช้รถประจำทางสายหาดใหญ่-สงขลา แต่หากอยู่ในตัวเมืองสงขลาก็มีรถสองแถว บริการจากตัวเมืองไปยังชายหาดในราคาไม่แพงนัก
 
 

 เดินไปอีกหน่อยก็จะเจอ แหลมสนอ่อน
แหลมสนอ่อน ติดกับแหลมสมิหลาแหลมสนอ่อน  อยู่เลยหาดสมิหลาไปทางตอนเหนือ งดงามด้วยทิวสนขนาดใหญ่เรียงรายเป็นแนวยาวบริเวณปลายแหลม เป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอโชคลาภ ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้านทิศตะวันตกของแหลมสนอ่อน เป็นทะเลสาบสงขลา บริเวณรอบๆ แหลมสนอ่อนมีถนน สามารถชมทิวทัศน์ได้ทั้งทะเลหลวงและทะเลสาบ นอกจากนี้ยังมีสวนสนซึ่งเหมาะแก่การพักผ่อนและนั่งพักรับประทานอาหาร
 
  ถ้ามองไปไกลๆก็จะเห็น เกาะหนู-เกาะแมว ซึ่งก็เป็นตำนานที่พวกเราก็เคยได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่หนูมันจะใหญ่กว่าแมว เพราะมันวิ่งมาก่อน 555

เกาะหนู-เกาะแมว เป็นเกาะใกล้ชายฝั่งขนาดเล็ก อยู่นอกแหลมสมิหลา มีหินสวยงามเหมาะสำหรับตกปลา 
 

 

 

ถ้ากลับขึ้นไปในทิศทางตรงข้ามกับทะเล เราจะเจอสวนเสรี  มันคือสวนเดียวกับสวนสุขภาพ(หรือเปล่าหว่า) ชักจะลืมๆ เคยไปเดินทางไกลที่นั่นสมัยที่เรียน
สวนเสรี อยู่บริเวณเขาน้อยใกล้แหลมสมิหลา เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง บริเวณสวนตกแต่งด้วยไม้ดัดเป็นรูปสัตว์ต่างๆ 
 
เดินขึ้นไปอีกหน่อยก็จะเจอเขาน้อย ซึ่งจำได้ว่าตอนไปเดินทางไกลเคยวิ่งลงจากเขาด้วยความเร็วสูงและหาที่เบรคตัวเองไม่ได้ จนต้องวิ่งไปชนต้นไม้ เพื่อเกี่ยวตัวเองไว้ 
อยู่ใกล้กับแหลมสมิหลา เป็นภูเขาเล็กๆ มีถนนลาดยางขึ้นสู่ยอดเขาเพื่อชมทิวทัศน์ของเมืองสงขลา 
 

ส่วนฝั่งตรงกันข้ามก็จะเป็นเขาตังกวน จะเป็นสถานที่สำหรับตักบาตรในวันออกพรรษา เคยขึ้นไปไม่กี่ครั้งเพราะมันเหนื่อยยยย
อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาน้อย มีบันไดทางขึ้นอยู่ใกล้วัดแหลมทราย (สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,000 ฟุต) บนยอดเขามีเจดีย์และตำหนักซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาตังกวนแล้ว สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองสงขลา และทะเลสาบสงขลาได้อย่างชัดเจน 
 


 

ถ้าขับรถไปตามถนนเลียบชายหาดไปเรื่อยๆ จนสุดๆจะเจอกับ เก้าเส้ง
อยู่ทางทิศใต้ของหาดสมิหลาประมาณ 3 กิโลเมตร มีถนนแยกจากถนนไทรบุรี ตรงสามแยกสำโรง (โรงพยาบาลประสาท) เป็นหาดที่สวยงามแห่งหนึ่งของสงขลา มีโขดหินระเกะระกะอยู่ริมทะเล และมีอยู่ก้อนหนึ่งตั้งเด่นอยู่เหนือโขดหิน ซึ่งชาวบ้านเรียกหินก้อนนี้ว่า “หัวนายแรง”
 
ทะเลสาบสงขลา
ทะเลสาบสงขลา เป็นทะเลสาบแห่งเดียวในประเทศไทย มีความยาวจากปากน้ำไปทางทิศเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร ส่วนกว้างไม่แน่นอน บางตอนแคบ บางตอนกว้างมาก ส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 20-25 กิโลเมตร ทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลสาบน้ำจืด แต่จะกร่อยในช่วงที่ติดกับทะเล ตรงปากอ่าวในทะเลสาบมีเกาะอยู่หลายเกาะ ที่สำคัญได้แก่ เกาะใหญ่ เกาะสี่ เกาะห้า เกาะแก้ว เกาะหมาก เกาะราย และเกาะยอ นักท่องเที่ยวสามารถหาเรือท่องเที่ยวในทะเลสาบได้ บริเวณท่าเรืออยู่หลังที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข หรือบริเวณตลาดสด จะมีเรือหางยาวรับส่งตลอดวัน
 
สวนสัตว์สงขลาเป็นสถานเที่ยวอีกทีนึง อันตัวเรายังไม่ได้ย่างกลายไปเลยเนื่องจากมันเพิ่งจะมาสร้าง แต่คงจะหาโอกาสไปให้ได้สักครั้งถ้ากลับไปสงขลาอีกครั้ง
เป็นสวนสัตว์เปิดริมถนนสงขลา-จะนะ ตำบลเขารูปช้าง มีเนื้อที่ 911 ไร่ มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์ป่าของไทยคืนสู่ธรรมชาติ พื้นที่เป็นภูเขาเล็กๆ หลายลูก มีถนนลาดยางโดยรอบและแยกชนิดสัตว์ไว้เป็นหมวดหมู่ มีสัตว์มากมายหลายชนิด ทั้งที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศและต่างประเทศ เช่น อูฐ นกชนิดต่างๆ วัวแดง เสือ จระเข้ ฯลฯ นอกเหนือจากสัตว์ป่าชนิดต่างๆอันควรค่าแก่การศึกษา สวนสัตว์สงขลายังมีจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือ จุดชมวิวซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองสงขลา บริเวณนั้นมีร้านอาหารไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว
 
 

 วัดมัชฌิมาวาส(วัดกลาง)
(วัดกลาง) อยู่ที่ถนนไทรบุรี เป็นวัดใหญ่และสำคัญที่สุดในจังหวัดสงขลา อายุ 400 ปี สร้างตอนปลายอยุธยา เดิมเรียกว่าวัดยายศรีจันทร์ กล่าวกันว่ายายศรีจันทร์ คหบดีผู้มั่งคั่งในเมืองสงขลาได้อุทิศเงินสร้างขึ้น ต่อมามีผู้สร้างวัดเลียบ ทางทิศเหนือ และวัดโพธิ์ ทางทิศใต้ ชาวสงขลาจึงเรียกวัดยายศรีจันทร์ว่า “วัดกลาง” และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดมัชฌิมาวาส” โดยพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสคราวเสด็จเมืองสงขลาเมื่อ พ.ศ. 2431 ในวัดมีโบราณสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ พระอุโบสถ สร้างสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นศิลปะประยุกต์ไทย-จีน ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เช่น ภาพท่าเรือสงขลาที่หัวเขาแดงที่มีการค้าขายกันคึกคัก ซุ้มประตู เป็นศิลปะจีนกับยุโรป และมีพิพิธภัณฑ์ “ภัทรศิลป” เป็นที่เก็บพระพุทธรูป วัตถุโบราณ ซึ่งรวบรวมมาจากเมืองสงขลา สทิงพระ ระโนด ซึ่งเป็นหลักฐานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ควรค่าแก่การศึกษา เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์-อังคารและวันหยุดราชการ เวลา 13.00 - 16.00 น.

จริงๆแล้วเราก็ไม่ใช่คนธัมมะ ธัมโมหรอกแต่มีเหตุที่ต้องผ่านวัดกลางบ่อยๆ เพราะ ๑.ที่เรียนพิเศษอยู่แถวนั้น ๒. เพราะมันอยู่ใกล้ๆกับร้าน "ไอติมยิว" ความจริงร้านนี้มีชื่อเป็นภาษาจีนนะ แต่เราไม่เคยจำเลย เป็นร้านไอติม (แบบใส่ถัง โยกๆนะ) เมื่อก่อนจะมีอาแปะกะซิ้มขาย เป็นร้านที่เด็กทุกคนรู้จักดี มันจะเป็นที่ซ่องสุมของพวกเราในกรณีงานวันเกิดของใครก็ตาม ต้องเลี้ยงที่นี่แหล่ะ เพราะเมื่อก่อนอำเภอเมืองสงขลา จะไม่มีที่เที่ยวแบบห้างใหญ่ๆ พูดง่ายๆก็คือ บ้านนอกหน่อยๆ ฮ่ะฮ่าๆๆๆ เมนูที่มีก็ไม่มากแค่ไข่ กับกล้วย แต่แค่นั้นก็อร่อยเหาะแล้วแหล่ะ
 
 
คราวนี้ขับรถออกนอกเมืองสงขลากันหน่อย จากห้าแยกน้ำกระจายหากเราขับรถตามเส้นสงขลา-เกาะยอ
เราจะเจอสะพานติณสูลานนท์ ซึ่งจะมี ๑ และ ๒ ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ก็สร้างเป็นสะพานคู่ขนานเสร็จไปแล้ว สะดวก รวดเร็วขึ้นเยอะ

สะพานติณสูลานนท์ เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงที่เชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 407 สายหาดใหญ่-สงขลา กับทางหลวง 408 สายสงขลา-ระโนด โดยสะพานแห่งนี้ เป็นสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา แบ่งออกเป็นสองช่วง คือช่วงแรก เชื่อมระหว่างชายฝั่ง อ.เมือง สงขลา บริเวณบ้านน้ำกระจาย กับเกาะยอตอนใต้ ความยาวรวมเชิงสะพานทั้งสองด้าน 1,140 เมตร ช่วงที่ 2 เชื่อมระหว่างฝั่งด้านเหนือของเกาะยอกับฝั่งบ้านเขาเขียว ความยาวทั้งทั้งสิ้น 1,800 เมตร สะพานนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อ 26 มีนาคม 2527 และเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2529 สะพานแห่งนี้ได้กลายเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว ที่จะต้องเดินทางแวะชมควบคู่ไปกับการมาท่องเที่ยวและรับประทานอาหารที่เกาะยอ

ขับรถข้ามสะพานไปจะเจอเกาะยอ  ซึ่งจะแหล่งผ้าเกาะยอ และยังมีร้านอาหารทะเลอร่อยๆ(จำชื่อร้านไม่ได้อีกแล้ว) ---เพิ่มเติม ชื่อร้าน ชมจันทร์
เป็นเกาะเล็ก ๆ ในทะเลสาบสงขลา เดินทางโดยข้ามสะพานติณสูลานนท์ ไปตามเส้นทาง จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 407 และเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวง 4083 ทางไปอำเภอสิงหนคร เกาะยอมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 9,275 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นไหล่เขาและที่ราบตามเชิงเขา เหมาะแก่การเกษตรกรรม บนเกาะยอมีการทำสวนผลไม้แบบสุมรุม หมายถึงผลไม้จะผลัดกันให้ผลผลิตตลอดปี เช่น ส้มโอ มะพร้าว ขนุน ผลไม้ที่มีชื่อของเกาะยอคือ จำปาดะ ลักษณะคล้ายขนุนแต่ลูกเล็กกว่า สามารถนำไปทอดเหมือนกล้วยแขก หรือจะกินสดก็ได้ และผ้าทอเกาะยอ เป็นผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากผู้นิยมสวมใส่ผ้าไทย มีลายที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ลายราชวัตถ์ ดอกพิกุล ดอกพะยอม เนื้อผ้าดูแลรักษาง่าย นอกจากนั้นเกาะยอยังเป็นแหล่งเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังในทะเลสาบสงขลาอีกด้วย


และหากใครสนใจเที่ยวพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา-สถาบันทักษิณคดีศึกษา  ก็อย่าลืมแวะขึ้นไปชมเพราะก็อยู่ใกล้ๆกัน
ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา บริเวณใกล้เชิงสะพานติณฯ ตอนเหนือ และอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 4146 มีพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ 1 งาน 39.9 ตารางวา พื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่บริเวณเชิงเขา และอีกส่วนหนึ่งอยู่บนยอดเขา และเมื่อขึ้นไปอยู่บนสุดของพื้นที่ จะสามารถมองเห็นทะเลสาบส่วนที่ล้อมเกาะทั้ง 3 ด้าน เป็นทัศนียภาพที่สวยงามมาก

สถาบันแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 เพื่อศึกษาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้ และมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของภาคใต้ไว้ เป็นที่น่าสนใจมาก เช่น ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจิตรกรรมฝาผนัง เครื่องดนตรีพื้นบ้านตลอดจนผลิตภัณฑ์งานฝีมือต่างๆ สถาบันทักษิณคดีศึกษาประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วนคือ พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา อุทยานวัฒนธรรมศูนย์วิทยบริการด้านวัฒนธรรม งานส่งเสริมและเผยแพร่และหมู่บ้านวัฒนธรรมสาธิต สถาบันเปิดให้ผู้สนใจชมในเวลาราชการทุกวัน ค่าเข้าชมคนละ 5 บาท

ถึงแม้ว่าเราจะเป็นไกด์ที่ไม่ค่อยได้เรื่อง เพราะความจำสั้น(ปลาทอง) แต่สิ่งๆหนึ่งที่เราไม่เคยลืม ก็คือ สถานที่แห่งนี้เปรียบเหมือนบ้านหลังที่สองของเรา เป็นที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราได้ในทุกวันนี้
ขอบคุณบ้านเช่าหลังว.ฉ. ขอบคุณหอพักคุณยาย(สะเดาซอยสาม)หลังม.ว. ขอบคุณคุณครูที่คอยจ้ำจี้จ้ำไช ขอบคุณ คุณครูสอนพิเศษที่คิดค่าเรียนถูก(คนเรียนเยอะมากๆๆ) ขอบคุณโรงเรียนว.ฉ และ ม.ว. และที่สำคัญ ขอบคุณ เพื่อนๆร่วมสถาบันทั้งสอง

tnk: รูปและข้อมูล by http://www.songkhla.go.th


Blog Entryตาสว่าง..สักทีJan 18, '08 12:24 PM
for everyone

ลองเอาเครื่องคิดเลขมาจิ้มๆดู อ่าวๆๆปาเข้าไปขวบปีแล้วเหรอเนี่ย ช่างเป็นการฉลองครบรอบอาการ"ผงเข้าตา" ได้แจ่มมาก
ตาชั่งวัดความรู้สึกต้องทำงานอีกแล้วเพื่อจะคำนวณว่า(ความรู้สึกดีดี+คำพูดดีดี)*หนึ่งปีจะ>=<(การกระทำห่วยแตก)*หนึ่งวัน  เหอะๆๆปัจจุบันย่อมสำคัญกว่าฉันใด..การกระทำก็ย่อมสำคัญกว่าฉันนั้น จริงไหม??

แต่เขาก็ไม่ใช่พวกที่แยกแยะอะไรดีไม่ดีไม่ได้นี่ มีโสตประสาทสัมผัสทั้งห้าหรืออาจจะหก เรื่องดีควรเก็บก็เซฟไว้ เรื่องห่วยแตกก็shift+delete ไปเลย  อย่างน้อยปีนึงที่ผ่านมาคนคนนึงก็เคยทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตนี้อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ เรื่องบังเอิญในความเหลื่อเชื่อ ไม่มีเรื่องใดยากเกินความตั้งใจ ต้นหญ้าหลังทะเลทราย และคนเราต้องรักษาระยะห่างระหว่างกัน...ถือว่าเป็นบทเรียนที่ดี

เด็กเลี้ยงแกะอาจได้รับการอภัย แต่ผู้ใหญ่เลี้ยงแกะมันคงไม่เข้าที จะยังไงก็แล้วแต่...ความจริงได้ปรากฏแล้ว คำอธิบายคงไม่จำเป็น และเจ้าตัวก็ไม่ได้พยายามที่จะอธิบาย เหอะๆๆ

"เป็นแค่เพียงผงที่เข้าตา ไม่ช้าล้างหน้าก็คงหาย เสียน้ำตา เสียให้มากมาย ไม่มีอะไรดีขึ้นมา"
---ที่เคยพูดไว้ว่า จะไม่เป็นคนเริ่มเพื่อที่จะตีจากใครก่อน...แต่จะปล่อยให้เค้าจากเราไปเอง หากเจออีกสักครั้งในวันฟ้าใหม่ อย่างน้อยคงไม่ใชเราแน่ที่ต้องเสียใจ--

message in bottle by mol


เพิ่งกลับมาถึงบางกอกตอนตีห้า  ยืนรอรถตู้อยู่ตั้งนาน รถตู้ซิ่งได้ใจมาก เราต้องเหยียบเบรคไปกับคนขับทุกครั้งเลย ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เลยถึงรังสิต

ตอนนี้กะลังเบลอได้ที่เลย
ความรู้สึก ณ ตอนนี้ก็คงจะว่างเปล่าเหมือนกระดาษแผ่นนึงที่มันไม่มีอะไรเลย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรที่มาลบความรู้สึกที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ ทั้งความรู้สึกคิดถึง รู้สึกเป็นห่วง รู้สึกสับสน ลบๆมันไปได้ซะทีก็เข้าท่าเหมือนกันแฮะ ถึงแม้กระดาษมันจะเยินไปมั่ง ถึงแม้คนมันจะจุกและเจ็บแปลบๆ แต่ก็คงเป็นการดีที่กระดาษแผ่นนี้ีมีที่ว่างพอสำหรับสิ่งดีดี ที่กำลังจะมาในปีนี้..ฟ้าใหม่อีกครั้ง เนาะ

บทเรียนที่สำคัญสำหรับหนึ่งปีที่ผ่านมา..อย่าปล่อยให้ความคิดของคนอื่น มาทำร้ายตัวเราเอง
ตั้งมั่น ศรัทธา และซื่อสัตย์กับความคิดและความรู้สึกของตัวเราเอง


จริงหรือเปล่า? ที่ทุกอย่างมันต้องเป็นวัฏจักร และแล้ว...จุดเริ่ม = จุดจบ

เกิดมาร้องไห้จ้า..ตอนจากไปก็ไม่วายทำให้คนที่อยู่พร่ำไห้อีก

คนเราเกิดมาเสื้อผ้าไม่มีสักชิ้น... ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้สักชิ้น

ปีนี้ดวงซวยแสนซวย สิบสองปีข้างหน้าถูกลอตเตอรี่ และอีกสิบสองปีข้างหน้าก็จะมาซวยอีกครั้ง

เข้าประถมเริ่มท่องสูตรคูณ พอเข้ามัธยมเริ่มท่องตารางธาตุ พอเข้าปริญญาตรีเริ่มท่องสูตรคำนวณ จบออกมาทำงานยังต้องมานั่งท่องว่า งานคือเงิน...เงินคืองานอีก

เข้าประถมได้เพื่อนวัยกระเต๊าะ พอเข้ามัธยมได้เพื่อนแบบปาท๋องโก๋ พอเข้าปริญญาตรีได้เพื่อนที่มากกว่าเพื่อน พอทำงานก็ได้เพื่อนร่วมงาน

เมื่อประมาณสามเดือนก่อนเริ่มเล่นmultiply พอมาถึงวันนี้เล่นไปเล่นมาหน้าตากลับมาเป็นเหมือนเดิม 555

แต่ถึงแม้จุดเริ่มและจุดจบจะไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างก็คือเรื่องราวระหว่างจุดสองสุด สิ่งแปลกใหม่ที่เรารับเข้ามา ความรู้สึกดีดีที่เราได้มอบให้คนอื่นและได้รับกลับมา ประสบการณ์ที่ล้ำค่า...เลยทำให้จุดสองจุดนี้มันดูเหมือนในความแตกต่างนั่นเอง

 

 


Blog Entryไปไหว้พระDec 9, '07 11:23 AM
for everyone


   ได้หยุดยาวตั้งสามวัน เดือนธันวานี่เป็นเดือนแห่งการพักผ่อนจริงๆเล้ย พักสำหรับปีเก่าเพื่อต้อนรับปีใหม่ที่มีสิ่งดีดีรออยู่  เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เวลาให้มันคุ้มค่า

ครั้งแรกที่ไปวัดหลวงพ่อโสธรเลยน่ะเนี่ย ... ไปแบบว่าขอไปด้วยแบบดื้อๆ นี่แหล่ะ พอดีน้องที่ทำงานจะต้องไปปฏิบัติตามสัญญาที่เคยให้ไว้กะหลวงพ่อโสธร ก็เลยเป็นโอกาสทองสำหรับคนอยาก...อย่างเรา

สมาชิกผู้ร่วมเดินทางมีสามหน่อแบบหน้าเดิมๆอย่างเคย ก่อนที่จะจับรถไปวัดแวะไปดูงานกล้องที่ไบเทค บางนา จุดประสงค์หลักคือการไปยิงกระต่ายและเด็ดดอกไม้ แต่ก็ได้ของแถมมาคือข้าวหนึ่งมื้อ ได้ปะคนที่สวยแบบว่า..สวย(บรรยายไม่ถูก) ได้ชมรูปถ่ายของอ.(ลืมชื่อเฉยเลย)...ชวาลา ที่แบบว่าถ่ายได้แบบหนวดเป็นหนวดมักๆ กว่าจะได้ออกจากกรุงเทพก็เลยปาไปเที่ยงกว่าๆ

ไปลงตรงแยกเข้าวัด เจอป้านักเดินทางท่านนึงแบกขาตั้งกล้อง(ตัวเล็ก) จะไปไหว้พระและจะเลยไปงานปั้นทราย นั่งตุ๊กสามล้อไปพร้อมๆกัน ไปถึงวัด....จากคำบอกเล่าของแม่ค้าถือว่าวันนี้คนน้อย น้องเค้าก็ไปซื้อไข่ต้ม กะมาลัยอย่างล่ะ ห้าสิบ เราแอบไปกวนโอ๊ยแม่ค้าด้วยตามนิสัยและสันดานที่ชอบกวนอารมณ์คนให้ขุ่นก็แค่ไปต่อราคาเล่นๆเท่านั้นเอง..ก็เลยโดนเพื่อนแทงกลับ ซวยเลยตู ก่อนที่ลำสีจะแปะหัวก็พากันไปไหว้พระในโบสถ์เก่าก่อน ไหว้พระ ติดทอง(หลังพระ) ตีฆ้อง ทำบุญ รู้สึกดีแฮะ หลังจากที่ดูนางรำชุดใหญ่จนสิ้นพิธีการ ก็พากันไปโบสถ์ใหม่ (เป็นหินอ่อน) ไปรับน้ำพระพุทธมนต์ โชคดีที่ไม่ได้นั่งตรงหน้าหลวงพ่อไม่งั้นคงหัวโม่งกลับมา เพราะหลวงพ่อแจกน้ำมนต์แบบป้าปๆๆๆ เจอสาวๆสายเดี่ยวโดนจับใส่เสื้อคลุม นี่ล่ะเนาะสังคม ได้ไหว้พระสบายใจแล้ววววว..

ก่อนกลับก็แวะไปเติมกำลังที่ดู๋ดี๋ อาร่อย ได้ชิมสกายแลป(กำลังห้า) ได้ทานขนมจากข้าวเหนียวดำมีมะพร้าวอ่อนหน่อยๆๆ....วันนี้ก็จบลงแบบสบายใจ และอิ่มท้อง

 


วันนี้แดดล่มลมตก  ว่ า ง ๆ ก็ เ ล ย ม าโม้กะตัวเองต่อ.......

ภ า ร กิจ ครั้งนี้เริ่มจากคำชักและจูงจากเพื่อนร่วมงานที่จะไปเฝ้าเสด็จกัน โดยไม่ได้มีการสืบค้นข้อมูลก่อนจะไปมากมายเท่าไหร่นัก  ก็ พากันไปด้วย ค ว า ม ตั้ ง ใ จ แค่นี้ก็คงจะพอ

การเดินทางเริ่มขึ้นหลังจากเลิกงานตอนหกโมงครึ่งโดยประมาณของวันที่ ๔ ธันวาคม หลังจากอิ่มท้องก็ลุยสมาชิกขั้นเริ่มต้นมีสามหน่อด้วยกัน การเดินทางครั้งนี้คุ้มแสนคุ้มเพราะได้ใช้บริการ ทั้งรถเมล์ รถแท็กซี่ รถไฟฟ้าใต้ดิน ปิดท้ายด้วยรถตุ๊กๆสามล้อที่โ ค ดจะซิ่งเล่นเอาเข่าอ่อน ไข่เยี่ยวม้าเกือบออกกลับมาอีกรอบ ตั้งใจกันว่าจะไปดูพรุที่ภูเขาทอง แต่ด้วยความบ้านนอกเพราะไม่เคยไปสักครั้ง(ทั้งๆที่อยู่แถวนั้นมาตั้งนานนม--นีละหนาคนเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ) ก็เลยได้ไปเดินวนรอบป้อมหนึ่งรอบ แต่จนแล้วจนรอดก็ได้ขึ้นไปจนได้ ไปถึงก็หมดสิทธิ์ชั้นบนสุดเพราะคนจะเหยียบกัน เดชะบุญเห็นลุงกะป้าคู่นึงแอบสวีทกันก็เลยตามไป ได้ความว่าฝั่งนี้น่าจะเห็นก็เลยเอาวะ ขึ้นไปแสงสปอร์ตไลท์เต็มๆ ตากล้องเราคงหมดสิทธิ์ถ่ายรูปสวยๆเป็นแน่

แต่ก็ตกลงปลงใจว่าจะดูที่ตรงนี้ก็นอนรอเลย  พรุได้ฤกษ์ตอนสี่ทุ่ม เป็นความโชคดีที่ทางวัดปิดสปอร์ตไลท์ให้ ที่ตรงนั้นก็เลยได้มีโอกาสต้อนรับตากล้องและผู้ชมเพิ่มเข้ามา ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ใครๆก็คงคิดว่าพวกเราบ้า(หรือเปล่า) พรุสวยมาก สำหรับตากล้องอาจเสียดายที่อาจจะมียอดต้นโพธิ์โผล่มามั่ง แต่สำหรับเรา ที่ได้ดูด้วยตา แค่นี้ก็พอแล้ว

เป้าหมายถัดไปก็คือจุดที่จะไปรับเสด็จมีสมาชิกมาเพิ่มอีกหนึ่งเป็นสาวน่ารัก(โดยเฉพาะเวลาที่พี่เค้าพูด) ก็เดินกันไปจนถึงพระบรมมหาราชวัง หน่วยกล้าตาย(ตลอดงาน)ไปสืบเสาะจากทหารหน้าประตูได้ความมาว่า..จะเสด็จณ มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภายในพระบรมหาราชวัง ซึ่งพวกเราก็คอตกกันไปเพราะไม่มีบัตรเข้าร่วมพิธี แต่ยังไงขอแค่ได้เห็นก็คงจะเพียงพอ ก็เลยไปหาอะไรเพิ่มพลกำลังกันที่ท่าช้าง และเลยไปดูวัดอรุณยามค่ำคืนกันพักใหญ่ จากนั้นก็เดินอ้อมมาทางท่าเตียน ระหว่างทางเจอผี(มะขาม) หลายตน เห็นแล้วก็เฮ้อ! นี่ละหนอสังคมไทยในปัจจุบัน มันเป็นไปได้ถึงขนาดนี้เลยเชียวหรือ คิดแล้วอนาถใจเป็นบ้าเลย

มาหาที่นอนกันตรงฝั่งวัดพระแก้วปูเสื่อนอนเลย แต่ไม่ยักได้หลับเพราะรถวิ่งตลอดทั้งคืน แถมยุงก็ออกหากินซะงั้น ลมก็เย็นซะ ไปหาเข้าห้องน้ำตอนประมาณตีสี่ในมหาวิทยาลัยศิลปากร เจอวงเหล้า(ซึ่งมันทำให้คิดถึงอดีต)ช่วยบอกทางไปห้องน้ำให้จะถามพี่รปภ ก็หมดสิทธิ์เพราะแกนอนกรนอยู่ มันน่าจะแกล้งสักหน่อย(แต่ไม่ได้ทำแฮะ) กลับมานอนต่อจนถึงหกโมงเช้าผู้คนเริ่มทยอยกันมาเพื่อรับเสด็จ มีสมาชิกมาเพิ่มอีกหนึ่งเป็นน้องที่ทำงาน ก็นั่งรอกันไป.....

ด้วยจุดที่พวกเรานั่งจะมีขวัญใจช่างภาพห้อมล้อม ก็เลยคึกคักนิดหน่อย กลุ่มแรกเป็นน้องๆสี่ห้าคน ที่มานอนค้างคืนเหมือนพวกเรา กลุ่มที่สองเป็นคุณป้า ที่สามจะเป็นเด็กผู้ชายที่เป็นขวัญใจช่างภาพ ส่วนกลุ่มที่สี่จะเป็นคุณน้าๆที่เตรียมพร็อพมาพร้อม  พวกเราก็ได้แต่ตื่นเต้นกะกล้องที่ผ่านวื้บไปวื้บมา

และแล้วเวลาทุกคนรอคอยก็มาถึง เสียงธงสะบัดพรึบพรับ พร้อมกับเสียง ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ มาเป็นระยะๆ สำหรับเราแล้วคงจะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นทั้งอึ้ง ทั้งตื้นตันใจ ทั้งดีใจ ไม่รู้สิบอกไม่ถูกแฮะ

รอกันจนกระทั่งเสด็จกลับ (อยากบอกว่าหมดแรง)  สำหรับสิ่งที่ตั้งใจอยากจะทำ ก็จบลง

เดินทางกลับโดยรถไฟหัวลำโพง-รังสิต ด้วยอาการหมดสภาพ จนลุงแท็กซี่ถามว่า ไปเมาที่ไหนมา?

นี่ละเราล่ะมั้ง  ดูไม่เข้าท่าในสายตาคนอื่นประจำ เหอๆๆ


ได้รับเมล์นี้จากเพื่อนร่วมสถาบัน ร่วมคณะ ร่วมแก็งค์(มานานนมแล้ว) อ่านแล้วมันก็ทำให้คิดถึง จริงๆ
Date: Thu, 22 Feb 2007 22:34:21 -0900
เรื่องเล่า มอขอ เอามาให้อ่าน

1. มข.มีพื้นที่ใหญ่มากๆ เกือบ 6000 >ไร่-- ไปเหยียบมขครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้วตกใจมากนึกว่าหลงป่า

2. อคร. (ย่อมาจาก อาคารเรียนโคตรร้อน) คณะ วิทย์เป็นตึกที่โทรมมาก
ไม่มีแอร์ 70% ของเด็กที่เรียน or-chem คาบบ่าย ที่ตึกนี้ล้วนแต่คิดในใจว่า "ฆ่ากรู ซะ"--เด็กต่างคณะส่วนใหญ่จะได้ไปเรียนตอนปี 1 เคยไปหน้าแตกครั้งหนึ่ง ด้วยความที่รีบว่าไปเข้าเรียนสาย ลงรถปุ๊บก็วิ่งเข้าห้องปั๊บ นั่งไปๆเฮ้ย อาจารย์ไมเป็นผู้หญิงไปได้ หันไปข้างหลังเห็นเพื่อนคณะวิทย์นั่งจ้องอยู่ ตายละหว่า เข้าห้องผิด...

3. ทุกคณะจะมาเรียน Eng ที่คณะมนุษย์ โดยจะแบ่งเป็น หลายๆ sec ตามระดับความไฮโซ ที่คณะผม เชื่อกันว่าเด็กที่ เรียน sec 6 หมายถึง "พูด engได้คล่องยังกับเมียฝรั่ง" ส่วน เด็กที่เรียน sec 24 หมายถึง "แค่ท่อง A - Z ได้ก็เก่ง แล้ว"--จำได้ว่าตอนนั้นอยู่sec12 ได้เรียนกะอ.ฝรั่งซะด้วย เคยนั่งคุยกันโดนฝรั่งด่าเป็นปะกิต นั่งเอ๋อไปเลย เป็นวิชาที่ไม่เคยตั้งเรียนเลย แต่ทำเกรดได้A ไม่เข้าใจมาตรฐานตัวเองเล้ย

4. ห้องสมุดกลางของ มข. มี 6 ชั้น แต่ตอนออกจาก ห้องสมุด หลายๆ
คนมักจะหลงเดินลงไปถึงชั้น 1 ซึ่งเป็นชั้นใต้ ดิน (จริงๆ แล้วทางออกอยู่ชั้น2)--เป็นสถานที่นึงที่เด็กจะไปอ่านหนังสือตอนใกล้สอบ  แต่เราไม่ค่อยชอบเพราะมันจะเงียบ วิโหวงเหวง แค่หายใจก็ได้ยินเสียง

5. รสนิยมการดื่มเหล้าของเด็ก มข. มี 2 แบบ คือ พวกที่เปิด Red ที่ U-bar
กับพวกที่ตั้งวงสุราขาวหลังมอ-เราเป็นพวกลูกผสมคือเปิดเหล้าที่ห้องเพื่อนแถวกังสดาล เพราะตัวเองอยู่หอพยาบาล

6. เท่าที่ได้ยิน มา 40% ของเด็กที่อยู่หอพยาบาลไม่ใช่เด็กคณะพยาบาล--สนับสนุนเต็มที่ เพราะเราก็เป็น 1 ในนั้นที่ได้ไปอาศัยที่หอนี้เหมือนกัน ปล.เคยแอบปืนกำแพงหอหนีออกมาตั้งวงซะด้วย

7. คนที่ไปวิ่งบึงสีฐานมีจุดประสงค์เพื่อ "สร้างเสริมสุขภาพ" ในขณะที่
คนที่ไปวิ่งสระพลาสติกมีจุดประสงค์เพื่อ "เสาะหาอาหาร ตา"--การวิ่งตามอาหารตาที่แสนจะน่ามอง จะเป็นกำลังใจให้เราวิ่งครบรอบได้โดยไม่รู้ตัว เราก็เป็นหนึ่งในนั้น

8. ที่หลังคาเหล็ก ทุกๆเย็น จะมีคนมาเต้น แอโรบิค โดย มีเพียง ร้อยละ 2 เท่านั้น ที่ "เต้นเพื่อสุขภาพจริงๆ" ซึ่งอีก ร้อยละ 90 นั้น "เต้นเพื่อเอาเกรด A วิชาพละ" ส่วนที่เหลือ อีกร้อยละ 8 ที่ไปเต้นนั้น จะมีจุดประสงค์ คล้ายๆกับคนที่ไป วิ่งสระพลาสติก

9. "สระพลาสติก" ของ มข. ถูกตั้ง ชื่อนี้มาเพราะมีพลาสติกบุรองอยู่ข้างใต้สระแห่งนี้ "ห้ามปล่อย สัตว์น้ำ" และ "ห้ามนำสุนัขไปอาบน้ำในสระ"

10. 80% ของ คนที่รับประทานอาหาร ที่ "โรงชาย" เป็น ผู้หญิง กับ ผู้หญิง ประเภท 2--คิดว่าเป็นโรงที่มีอาหารอร่อยสุดแล้ว แบบราคาถูก  ชั้น 2 จะเป็นแหล่งซ่องสุมนักศึกษาก่อนสอบ1 อาทิตย์

11. "ตึกหลอด" อยู่คณะวิทย์ เป็นตึกที่ เรียน Lab แล้วสนุกที่สุด (มีอุปกรณ์ฟิสิกส์แปลกๆ ยั้วเยี้ย เต็มไปหมด)-- แต่ถ้าเกิดขี่รถผ่านตอนกลางคืนจะน่ากลัวมากๆ

12. มข. เป็นมหาลัยที่มีหอพักนักศึกษา มาก ที่สุด และค่าหอก็ถูกที่สุดด้วย--เคยอยู่ตอนปี 1 เทอม 1 ค่าหอประมาณ 400 ได้ เซฟ แต่หอนี้จะเป็นหอหญิงที่พิเศษกว่าหออื่นเพราะมีโถฉี่ผู้ชายในห้องน้ำด้วย

13. คุณต้องทำ กิจกรรมอย่างน้อยเดือนละ 10 วัน ถึงจะมีสิทธิ์เข้าอยู่หอในของ มข.--เป็นคนที่อยู่หอในได้เพราะแอบอยู่ในนามคนอื่นตลอด

14. ยามที่ มข. แต่งตัวคล้าย ตำรวจสายตรวจมากๆ ต้อง แยกออกจากกันให้ดี ๆ

15. ฤดูร้อนที่ มข. อุณหภูมิ จะร้อน กว่า 40 องศา ส่วนฤดูหนาว อุณหภูมิจะลดต่ำลงถึง 20 องศา ดัง นั้น เด็ก มข. หลายคนจึงกระเสือกกระสนไปอยู่หอนอกเพียงเพราะต้องการ แอร์กับเครื่องทำน้ำอุ่น

16. มข. มี โรงเรียน สาธิตถึง 2 แห่ง คือ สาธิตศึกษาศาสตร์ฯกับสาธิตมอดิน แดงฯ

17. complex เป็นศูนย์รวมอาหารและบริการของนัก ศึกษาที่นี่ ที่นี่เป็นแหล่งรวมสถาบันติวของเด็ก มข. ที่เปิด อย่างลับ ๆ (รุ่นพี่เปิดติวรุ่นน้องนั่นแหละ) เป็นที่ ซุ่มอ่านหนังสือในยามดึกสงัดของคืนวันก่อนสอบ และที่น่าสนใจคือ บอร์ดติดประกาศของ complex ที่มีประกาศแทบทุกชนิดมาติดเอาไว้ ตั้งแต่ดินสอหาย สุนัขหาย สามีหายออกจากบ้าน ประกาศขายมือถือ ขายสกู๊ตเตอร์ ขาย vcd ซีรี่ส์หนังเกาหลี ประกาศห้องว่างให้ เช่า แต่ที่ผมว่าเด็ดสุด ก็ตรงที่มีประกาศจับคนร้ายขโมยกระเป๋า ตังค์พร้อมเปิดเผยหน้าตาด้วยนี่แหละ

18. "ตึกเพียร วิจิตร" เป็นสมบัติของคณะวิดวะที่มีคนเข้าไปอ่านหนังสือมากพอๆ กับหอสมุดกลาง แต่อีกที่หนึ่งที่มีคนไปอ่านหนังสือมากพอ ๆ กัน คือ"โรงอาหารคณะแพทย์" --ตึกเพียรที่เด็กวิศวะเรียกว่า EN 16 เป็นที่อ่านหนังสือที่โคด(เสียง)ดังเลย ไปติวท่าจะเหมาะกว่าอ่าน

19. ประตูทางเข้า มข. ใหญ่สุดในประเทศไทย

20. สาย 8 เป็นรถประจำทางที่วิ่ง เข้า-ออก มข. ซึ่ง พขร. ของสาย 8
ส่วนใหญ่ขับรถได้....(เติมเอา เอง).....มากคือจะขับรถกลางเส้นถนนด้วยความเร็ว 20 km/ ชั่วโมง---เราไปครั้งแรกก็รถสายนี้แหล่ะถามๆเค้าไป

21. วิ่งรอบ มข. 5 รอบ = วิ่งจากขอนแก่นไป อุดรฯ

22. "สระชนเห็นชอบ" เป็นสระว่ายน้ำที่ pop ที่สุด ของ
มข.แต่ไม่มีใครไปใช้บริการ เพราะ-----ไม่มีน้ำใน สระ


23. พี่ชายภราดร เป็น อาจารย์ สอน เทนนิส ที่ มข.

24. เสื้อครุย ของ มข. ตอนรับปริญญา เป็นสีขาวนะ-- เราว่าเหมือนชุดรุกขเทวดา ถ้าใส่หมวกยอดแหลมจะเหมือนมาก

25. "สะพานขาว" เป็นสะพานยาว ๆ ข้าง สระพลาสติก มีเจ้าที่ชื่อ "เจ๊ขาว"เป็นผู้หญิงผมยาวๆ ใส่ชุดสี ขาว เจ๊แกชอบออกมาทักทายเด็กที่ ขับมอไซด์ผ่านสะพานตอน ดึก ๆ-- ตอนรับน้องต้องไปรับที่นั่นเสียวสันหลังมากๆ

26. วิ่งกลั้นหายใจข้ามสะพานขาว แล้วจะขอ พรอะไรก็ได้ 1 ข้อ--ใช้วิธีขับมอไซด์ก็ได้น่ะ แต่ที่กลั้นได้ไม่ใช่อยากได้พรหรอก มันกลัวตังหากล่ะ
27. ถ้าคุณขี้เกียจวิ่ง จะ เปลี่ยนเป็นกลั้นหายใจ ขับมอไซด์ ด้วยความเร็วไม่เกิน 40km/ ชั่วโมง ก็ไม่ว่ากัน

28. รุ่นพี่คณะวิดวะ เล่าให้ฟัง ว่า แต่ก่อน มข. ก็คือพื้นที่แห้งแล้งดี ๆ นี่เอง แต่คณะวิดวะ สมัยนั้นรับน้องโดยการให้น้องปลูกต้นไม้คนละ 1 ต้น (บนพื้นดิน แล้ง ๆ นี่แหละ) แล้วดูแลอย่าให้มันตาย ไม่งั้นโดนทำโทษ จนในที่สุด เดี๋ยวนี้หันไปมองทางไหนใน มข. ก็เจอแต่ป่า--จนตอนนี้เปิดเป็นอุทยานได้แล้ว

29. คณะ ที่ก่อตั้งพร้อม ๆ กับ มข. คือ เกษตร และ วิดวะ--แล้วไม่รู้ทำไม เจอกันทีไรตาข้างขวามันจะกระตุก

30. ไก่ย่าง U-center เป็นไก่ย่างที่อร่อยที่สุดใน โลก

31. ละครคณะวิทยาการสนุกดี งบเยอะมาก ละคร คณะมนุษย์นักแสดงหน้าตาดีที่สุด คณะวิดวะ มุกตลกฮาที่สุด ส่วน ละครคณะแพทย์ขายบัตร VIP แพงที่สุด (แต่ก็คุ้มค่านะ) ละครถาปัดเน้นฉากอลังการละครศึกษาเน้นครบทุกรสชาติหนุกมากมายแถมราคาบัตรถูก แสนถูกคุ้มค่าบัตรโคตรเลยว่ะ บัตรที่ไหนว่ะ 50 บาท -- ละครวิศวะ เรียกว่า นัวเนียร์ นัวมาจากภาษาอีสานแปลแล้วแนวๆว่าอร่อย เนียร์ มาจาก เอนทาเนีย

32. กังสดาล ถือเป็นแหล่งที่รวบรวมอาหาร หอนอก และสาวเภสัช
เอาไว้มากที่สุดใน มข.--เป็นที่มั่วสุมของเราเลย


33. กังสดาล แบ่งเป็น กังบน กับ กังล่าง สมัยก่อน กังบนขายแต่อาหา